สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 36
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 354
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 1,370,755
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
23 ตุลาคม 2569
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
     1  2  3 
4  5  6  7  8  9  10 
11  12  13  14  15  16  17 
18  19  20  21  22  23  24 
25  26  27  28  29  30  31 
             
 Webboard
www.sccnc.co.th > ห้องสนทนาทั่วไป > ต่อเติมโรงงานใช้เงินเท่าไร? วางสินเชื่อสนับสนุนโครงการให้ตรงกับงวดงาน
  ผู้เขียน
 หัวข้อ : ต่อเติมโรงงานใช้เงินเท่าไร? วางสินเชื่อสนับสนุนโครงการให้ตรงกับงวดงาน (อ่าน 14)   
ที่ปรึกษาด้านการกู้
Guest
เมื่อ 18 ตุลาคม 2569 13:19 น.
# ต่อเติมโรงงานใช้เงินเท่าไร? วางสินเชื่อสนับสนุนโครงการให้ตรงกับงวดงาน

การก่อสร้างหรือต่อเติมโรงงานเป็นการลงทุนที่ผู้ประกอบการมักเริ่มต้นจากตัวเลข BOQ เช่น งานอาคาร 12 ล้านบาท งานระบบอีก 5 ล้านบาท และงานปรับปรุงพื้นที่ 3 ล้านบาท จึงสรุปว่าโครงการต้องใช้เงินประมาณ 20 ล้านบาท

ในทางปฏิบัติ ตัวเลข 20 ล้านบาทยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

สิ่งที่มีผลต่อสภาพคล่องมากกว่าคือ **เงินจำนวนดังกล่าวต้องจ่ายเมื่อไร ผู้รับเหมาขอรับเงินในงวดใด และวงเงินที่จัดเตรียมไว้สามารถนำมาใช้ได้ตรงกับวันที่ต้องจ่ายหรือไม่**

นี่เป็นเหตุผลที่การวาง **สินเชื่อสนับสนุนโครงการ** สำหรับก่อสร้างหรือต่อเติมโรงงาน ไม่ควรมองเพียงมูลค่าโครงการรวม แต่ควรทำ Project Cash Flow ควบคู่กับ BOQ ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน

เพราะโรงงานอาจมีงบลงทุนเพียงพอในภาพรวม แต่ยังเกิดภาวะเงินสดขาดช่วงกลางโครงการได้ หาก “วันจ่าย” กับ “วันเบิกเงิน” ไม่สัมพันธ์กัน

## BOQ บอกว่าโครงการราคาเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าเงินจะขาดเดือนไหน

BOQ มีความสำคัญเพราะช่วยแจกแจงต้นทุนของงานก่อสร้าง ตั้งแต่งานโครงสร้าง สถาปัตยกรรม ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบระบายอากาศ ไปจนถึงงานประกอบอื่น ๆ

แต่ในมุมของการจัด **เงินทุน** ผู้ประกอบการควรนำ BOQ ไปเชื่อมกับ Construction Schedule และเงื่อนไขการชำระเงินของผู้รับเหมาอีกชั้นหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น โรงงานมีโครงการต่อเติมมูลค่า 18 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 8 เดือน

หากเฉลี่ยแบบง่าย ๆ จะดูเหมือนใช้เงินประมาณเดือนละ 2.25 ล้านบาท แต่การก่อสร้างจริงไม่ได้ใช้เงินเท่ากันทุกเดือน

ช่วงเริ่มต้นอาจมีค่ามัดจำและค่าเตรียมงาน 1 ล้านบาท เดือนต่อมาเป็นงานฐานรากและโครงสร้าง 2 ล้านบาท ขณะที่ช่วงติดตั้งระบบไฟฟ้าและงานอาคารอาจต้องใช้เงินพร้อมกัน 4–5 ล้านบาท

ดังนั้นเดือนที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เดือนแรกหรือเดือนสุดท้าย แต่คือเดือนที่ Cash Outflow สูงที่สุด

ถ้าผู้ประกอบการทราบจุดนี้ล่วงหน้า ก็สามารถวาง **สินเชื่อเงินกู้** หรือเงินของกิจการให้รองรับได้ก่อนเกิดปัญหา

## งวดผู้รับเหมาไม่จำเป็นต้องตรงกับงวดเบิกเงิน

นี่เป็นประเด็นที่ควรตรวจอย่างละเอียดก่อนเซ็นสัญญาก่อสร้าง

สมมติผู้รับเหมาระบุว่าต้องชำระเงิน 20% เมื่อเริ่มงาน อีก 25% หลังงานโครงสร้าง และอีก 25% เมื่อเริ่มงานระบบ

ในขณะที่เงื่อนไขของแหล่งเงินอาจพิจารณาการเบิกตามความก้าวหน้าของงานจริง หรือกำหนดให้มีเอกสารตรวจรับก่อน

สองตารางนี้อาจไม่ได้ตรงกันโดยอัตโนมัติ

หากผู้รับเหมาขอรับเงินงวด 3 ล้านบาทวันที่ 25 ของเดือน แต่กระบวนการตรวจความก้าวหน้าและเบิกวงเงินทำให้เงินพร้อมใช้วันที่ 10 เดือนถัดไป กิจการจะมีช่องว่างสภาพคล่อง 15 วัน

แม้เป็นเวลาเพียงครึ่งเดือน แต่บริษัทต้องมีเงิน 3 ล้านบาทไว้รองรับช่วงดังกล่าว

นี่เป็นตัวอย่างของ Funding Gap ที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากยอด BOQ รวม

สำหรับโครงการต่อเติมโรงงานที่ยังมีสายการผลิตเดิมทำงานอยู่ ปัญหานี้สำคัญมาก เพราะหากนำ **เงินทุนหมุนเวียน** ของกิจการเดิมออกไปจ่ายผู้รับเหมาชั่วคราว อาจกระทบการซื้อวัตถุดิบ ค่าแรง หรือเครดิตเทอมของธุรกิจที่กำลังสร้างรายได้อยู่

## ต่อเติมโรงงานต่างจากสร้างอาคารใหม่ตรงที่ “ธุรกิจเดิมต้องเดินต่อ”

การต่อเติมโรงงานที่เปิดดำเนินการอยู่มีความซับซ้อนมากกว่าการดูราคางานก่อสร้างเพียงอย่างเดียว

โรงงานอาจต้องแบ่งพื้นที่ก่อสร้าง ปรับเส้นทางรถขนส่ง ย้ายสต๊อก หยุดระบบไฟบางช่วง หรือจำกัดเวลาการทำงานของผู้รับเหมาเพื่อไม่ให้รบกวนการผลิต

ผลคือระยะเวลาหรือค่าใช้จ่ายบางรายการอาจแตกต่างจาก BOQ ในช่วงแรก

หากการต่อเติมทำให้ต้องหยุดสายการผลิตบางส่วน 5 วัน นอกจากค่าใช้จ่ายก่อสร้างแล้ว ธุรกิจควรคิดถึงยอดผลิตที่หายไปและเงินสดที่อาจเข้าช้าลงด้วย

ดังนั้น **สินเชื่อสนับสนุนโครงการ** สำหรับโรงงานเดิมควรพิจารณาทั้งเงินที่ใช้ “สร้าง” และผลของงานก่อสร้างต่อ Cash Flow เดิม

หากโรงงานมียอดขายเดือนละ 10 ล้านบาท แต่การก่อสร้างทำให้ยอดส่งมอบลดลง 10% ชั่วคราว ผลกระทบด้านสภาพคล่องอาจมีความสำคัญไม่แพ้ต้นทุนงานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น

## อย่านำเงินหมุนเวียนทั้งหมดไปเป็นเงินร่วมโครงการ

โรงงานจำนวนมากมีเงินสดในบัญชีและคิดว่าสามารถนำบางส่วนมาใช้ลดจำนวนวงเงินที่ต้องขอได้

แนวคิดนี้ไม่ผิด แต่ต้องแยกให้ชัดว่าเงินใดเป็น Project Equity และเงินใดยังจำเป็นสำหรับธุรกิจประจำ

ตัวอย่างเช่น บริษัทมีเงินสด 8 ล้านบาท แต่ตามรอบธุรกิจปกติต้องใช้ประมาณ 5 ล้านบาทสำหรับซื้อวัตถุดิบ ค่าแรง เจ้าหนี้ และรองรับลูกค้าที่ชำระเงิน 45 วัน

เงินที่สามารถนำมาใช้กับโครงการจริงจึงอาจไม่ใช่ 8 ล้านบาท แต่เป็นเพียงส่วนที่เกินจากระดับสภาพคล่องขั้นต่ำของกิจการ

หากนำเงินทั้งหมดไปเป็นส่วนร่วมลงทุนแล้วค่อยหา **เงินทุนหมุนเวียน** ภายหลัง ธุรกิจอาจสร้างอาคารได้เร็วขึ้น แต่กิจการเดิมกลับมีสภาพคล่องตึงตัว

สำหรับผู้ประกอบการที่ค้นหาคำว่า “กู้ SME” เพื่อหาเงินมาขยายโรงงาน ประเด็นนี้ควรถูกคิดก่อนเรื่องวงเงินด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายของการต่อเติมคือทำให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้น ไม่ใช่ดึงเงินสดออกจากกิจการเดิมจนเหลือน้อยเกินไป

## ควรมี Contingency แยกจากงบที่รู้อยู่แล้วว่าจะใช้

อีกข้อผิดพลาดหนึ่งคือมีงบสำรอง แต่สุดท้ายกลับนำเงินสำรองไปจ่ายรายการที่ทราบอยู่แล้วตั้งแต่ต้น

สมมติ BOQ 20 ล้านบาท และบริษัทเตรียมงบไว้ 22 ล้านบาท โดยบอกว่า 2 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นคือเงินสำรอง

แต่ถ้าใน 22 ล้านบาทนั้นมีงานระบบที่รู้ตั้งแต่ต้นว่าต้องจ่าย 1.5 ล้านบาท เพียงแต่ยังไม่ได้ใส่ใน BOQ เงินสำรองจริงก็เหลือเพียง 500,000 บาท

เงิน Contingency ควรใช้รองรับสิ่งที่มีความไม่แน่นอน เช่น งานเพิ่มจากสภาพหน้างาน การปรับแบบ ความคลาดเคลื่อนของปริมาณงาน หรือราคาวัสดุบางประเภทเปลี่ยนจากวันที่เสนอราคา

ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญในปี 2569

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ารายงานว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยผลิตภัณฑ์คอนกรีตเพิ่มขึ้น 9.2% และอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปาเพิ่มขึ้นถึง 13.3% ขณะที่เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กลดลง 0.8% แสดงให้เห็นว่าต้นทุนแต่ละหมวดไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับโรงงานที่กำลังต่อเติมระบบไฟฟ้า เพิ่มหม้อแปลง เดินสาย หรือขยายระบบสาธารณูปโภค ตัวเลขดังกล่าวยิ่งสะท้อนว่า BOQ ที่ทำไว้หลายเดือนก่อนอาจต้องนำกลับมาตรวจอีกครั้งก่อนกำหนดวงเงินจริง

## ตัวอย่าง: BOQ 24 ล้านบาท แต่ Cash Gap สูงสุดเกิดขึ้นเพียงเดือนเดียว

ลองสมมติโรงงานแห่งหนึ่งต้องการต่อเติมพื้นที่ผลิตและคลังสินค้า มูลค่าโครงการตาม BOQ 24 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 9 เดือน

บริษัทตั้งใจใช้เงินของกิจการ 6 ล้านบาท และจัดหาเงินจากภายนอกอีก 18 ล้านบาท

เมื่อดูยอดรวม โครงสร้างดูพอดี

แต่เมื่อนำงวดผู้รับเหมามาทำ Project Cash Flow พบว่าเดือนที่ 5 ต้องชำระงานโครงสร้าง ระบบไฟ และเงินมัดจำอุปกรณ์พร้อมกันรวม 5.2 ล้านบาท

ในช่วงเดียวกันคาดว่าสามารถเบิกวงเงินได้ประมาณ 3.7 ล้านบาท

เกิด Funding Gap ชั่วคราว 1.5 ล้านบาท

หากไม่มีการวิเคราะห์รายเดือน บริษัทอาจรู้เรื่องนี้ก็ต่อเมื่อใบเรียกเก็บเงินมาถึงแล้ว และทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือดึง 1.5 ล้านบาทจาก Working Capital ของโรงงาน

แต่หากเห็นตั้งแต่ต้น สามารถเลือกได้ว่าจะเจรจางวดผู้รับเหมาใหม่ เตรียม Liquidity Buffer หรือปรับตารางเบิกให้สัมพันธ์กับความก้าวหน้าของงานมากขึ้น

นี่คือเหตุผลที่การหา **เงินทุน** สำหรับก่อสร้างไม่ควรหยุดที่คำถามว่า “ต้องการทั้งหมดกี่ล้านบาท”

แต่ควรถามต่อว่า “เดือนไหนต้องใช้เงินของตัวเองมากที่สุด”

## สินเชื่อแบบมีหลักประกันช่วยโครงการอย่างไร?

สำหรับโรงงานที่มีที่ดินหรืออาคารอยู่แล้ว อาจพิจารณา **สินเชื่อแบบมีหลักประกัน** เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเงินลงทุนระยะยาวได้ ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ มูลค่าประเมินทรัพย์ ภาระเดิม และความสามารถในการชำระคืน

ข้อสำคัญคืออย่ามองว่ามีหลักประกันแล้ววงเงินสำหรับก่อสร้างจะสามารถใช้จ่ายได้ทุกประเภทโดยอัตโนมัติ

หน้า EasyCashflows เองระบุว่า แม้มีทรัพย์สิน ผู้ให้สินเชื่อยังต้องพิจารณารายได้ ภาระหนี้ และความสามารถในการชำระคืนร่วมกัน และเงื่อนไขหลักประกันต้องพิจารณาเป็นรายกรณี

ดังนั้นโครงสร้าง **สินเชื่อแบบมีหลักประกัน** ที่เหมาะสมควรตอบสองเรื่องพร้อมกัน คือมีทรัพย์สินรองรับวงเงินอย่างไร และกิจการจะนำกระแสเงินสดส่วนใดมารับภาระหลังโครงการเสร็จ

หลักประกันช่วยสนับสนุนโครงสร้าง แต่ไม่สามารถทดแทน Project Cash Flow ที่ดีได้

## สภาพสินเชื่อ SME ปี 2569 ยิ่งทำให้แผนเงินสดมีความสำคัญ

ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 ระบุว่า แม้สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์โดยรวมขยายตัว 2.0% จากปีก่อน แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัวต่อเนื่องตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ

ในมุมของผู้ประกอบการโรงงาน ข้อมูลนี้ทำให้การเสนอเพียงว่า “ต้องการต่อเติมอาคาร 20 ล้านบาท” อาจยังไม่เพียงพอ

แผนที่มีคุณภาพควรทำให้เห็นว่า ทำไมต้องต่อเติมตอนนี้ ใช้เงินช่วงใด กิจการมีเงินร่วมเท่าไร และหลังขยายแล้วกระแสเงินสดเดิมสามารถรองรับภาระจาก **สินเชื่อเงินกู้** ได้อย่างไร

ยิ่งสภาพสินเชื่อ SME ถูกพิจารณาอย่างระมัดระวัง ความชัดเจนของตัวเลขก็ยิ่งสำคัญ

## เงินลงทุนที่ดีต้องพาโรงงานผ่าน “ช่วงก่อสร้าง” ไปจนถึงวันที่พื้นที่ใหม่ใช้งานได้จริง

ประเด็นสุดท้ายที่มักถูกลืมคือ วันผู้รับเหมาส่งมอบอาคารไม่ได้หมายความว่าเงินสดของโรงงานจะดีขึ้นทันที

อาจยังมีการตรวจระบบ การย้ายพื้นที่ผลิต การจัดผังใหม่ การขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง หรือช่วงปรับการทำงานก่อนพื้นที่ใหม่สามารถสร้างประโยชน์ได้เต็มที่

ดังนั้นเงินสำรองไม่ควรถูกใช้หมดในวันก่อสร้างเสร็จ

หากโครงการต้องใช้เวลาอีกหนึ่งหรือสองเดือนกว่าจะกลับมาดำเนินงานตามปกติ ธุรกิจต้องรักษา Liquidity ให้ผ่านช่วงดังกล่าวด้วย

ในมุมนี้ **สินเชื่อสนับสนุนโครงการ** จึงไม่ควรถูกวัดว่าทำให้งานก่อสร้างเสร็จหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่าหลังงานเสร็จแล้วธุรกิจยังมีเงินเพียงพอเดินกิจการต่อหรือไม่

## สรุป: เงินก่อสร้างที่เหมาะสมไม่ใช่วงเงินสูงที่สุด แต่เป็นวงเงินที่มาตรงเวลา

สำหรับโรงงานที่กำลังสร้างเพิ่มหรือต่อเติม สิ่งที่ควรรู้ไม่ได้มีเพียง BOQ รวมเท่าไร

ต้องรู้ด้วยว่าผู้รับเหมาต้องการรับเงินเมื่อไร วงเงินสามารถเบิกได้ช่วงไหน งานส่วนใดอาจเพิ่มขึ้น และโรงงานต้องรักษา **เงินทุนหมุนเวียน** ของกิจการเดิมไว้เท่าไร

หากตัวเลขเหล่านี้เชื่อมกัน ผู้ประกอบการจะเริ่มเห็นว่าโครงการต้องการเงินลงทุนจริงเท่าไรและ Funding Gap อยู่ตรงไหน

ในทางกลับกัน หากดูเฉพาะวงเงินรวม ต่อให้ได้รับอนุมัติครบตามงบประมาณ ก็ยังมีโอกาสเกิดปัญหาเงินขาดกลางทางได้

ผู้ประกอบการที่กำลังวางแผนสร้างหรือต่อเติมพื้นที่โรงงาน และต้องการดูภาพรวมว่าการลงทุนโรงงานยังมีทางเลือกด้านเงินทุนส่วนใดที่ควรพิจารณาร่วมกัน สามารถอ่านต่อที่ **“แนวทางวางโครงสร้างเงินทุนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม”** เพื่อดูรายละเอียดจากบทความหลักของ EasyCashflows

การวางแผนที่ดีจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ขอวงเงินได้มากเท่าไร”

แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า **เงินต้องถูกใช้เมื่อไร และในวันที่ต้องจ่าย เรามีแหล่งเงินใดรองรับอยู่แล้ว**

เมื่อคำถามนี้ตอบได้ชัด การเลือกเงินทุนสำหรับการก่อสร้างหรือต่อเติมโรงงานก็จะมีเหตุผลมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่โครงการใหม่จะไปดึงสภาพคล่องจากธุรกิจเดิมจนเกินความจำเป็น https://www.easycashflows.com/knowledge/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1



Reply ตอบกลับกระทู้

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

    แนบไฟล์ :
(ขนาดไฟล์ไม่เกิน 2 MB.)
    ผู้เขียน : *
    E-mail : *
 ไม่ต้องการแสดง E-mail
    รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป
Copyright by sccnc.co.th
Engine by MAKEWEBEASY